สำหรับใครที่กำลังจะซื้อกระเป๋า Louis Vuitton มือสอง หรือต้องการเช็กกระเป๋าใบใหม่ของตัวเอง สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ Louis Vuitton ได้ยกเลิกการใช้ Date Code (รอยปั๊มตอก) อย่างถาวรแล้ว โดยเปลี่ยนมาฝัง Microchip (RFID) ไว้ใต้ซับในของกระเป๋าแทน
สรุปวิธีอ่านในแต่ละยุคได้ดังนี้:
1. ยุคก่อนปี 1980 (Vintage LV)
- รูปแบบรหัส: ไม่มี Date Code
- วิธีสังเกต: ในยุคแรกเริ่ม LV ยังไม่ได้ริเริ่มใช้ระบบรหัสตัวเลข การเช็กกระเป๋าวินเทจยุคนี้จึงต้องอาศัยการตรวจเช็กความแท้จากคุณภาพหนัง อะไหล่ และฝีเข็มเป็นหลัก
2. ยุคปี 1980 – 1989 (เริ่มใช้รหัสตัวเลข)
- รูปแบบรหัส: ตัวเลข 3-4 หลัก (ช่วงปลายยุคเริ่มมีตัวอักษรบอกรหัสโรงงานเพิ่มเข้ามา)
- วิธีอ่าน: เลข 2 ตัวแรก = ปีที่ผลิต | เลขตัวสุดท้าย = เดือนที่ผลิต
- ตัวอย่าง:
⚬ 818 ➔ ผลิตเดือนสิงหาคม (เดือน 8) ปี 1981
⚬ TH863 ➔ ผลิตที่ฝรั่งเศส (TH) ในเดือนมีนาคม (เดือน 3) ปี 1986
3. ยุคปี 1990 – 2006 (ยุคมาตรฐาน: บอกเป็นเดือน)
- รูปแบบรหัส: ตัวอักษร 2 ตัว + ตัวเลข 4 หลัก (เช่น CA 0072)
- วิธีอ่าน: ตำแหน่งเลขที่ 1 และ 3 = เดือน | ตำแหน่งเลขที่ 2 และ 4 = ปี
- ตัวอย่าง:
CA 0072 ➔ ตัวอักษร CA คือโรงงานในสเปน / เลขตำแหน่ง 1 และ 3 คือ 07 (เดือนกรกฎาคม) / เลขตำแหน่ง 2 และ 4 คือ 02 (ปี 2002)
4. ยุคปี 2007 – มีนาคม 2021 (ยุคปรับเปลี่ยน: บอกเป็นสัปดาห์)
- รูปแบบรหัส: ตัวอักษร 2 ตัว + ตัวเลข 4 หลัก (โครงสร้างเดิม แต่เปลี่ยนวิธีนับตัวเลข)
- วิธีอ่าน: ตำแหน่งเลขที่ 1 และ 3 = สัปดาห์ที่ผลิต | ตำแหน่งเลขที่ 2 และ 4 = ปีที่ผลิต
- ตัวอย่าง:
CA 4220 ➔ ตัวอักษร CA คือโรงงานสเปน / เลขตำแหน่ง 1 และ 3 คือ 42 (สัปดาห์ที่ 42) / เลขตำแหน่ง 2 และ 4 คือ 20 (ปี 2020)
5. ยุคปัจจุบัน (ตั้งแต่มีนาคม 2021 - ปัจจุบัน)
- รูปแบบรหัส: ไม่มี Date Code (ยกเลิกตอกรหัสถาวร)
- วิธีสังเกต: แบรนด์เปลี่ยนมาใช้ระบบ Microchip (RFID) ฝังไว้ใต้ซับในแทน สามารถใช้มือถือสแกนหาตำแหน่งชิปเบื้องต้นได้ แต่การอ่านข้อมูลเชิงลึกจะต้องใช้เครื่องสแกนเฉพาะของทาง Shop Louis Vuitton เท่านั้น